บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ




ผู้เขียน หัวข้อ: นักวิชาการเตือน หลักสูตรใหม่ ยังมีจุดอ่อน  (อ่าน 443 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

eakachai

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 339
    • ดูรายละเอียด


นักวิชาการเตือน หลักสูตรใหม่ ยังมีจุดอ่อน


นักวิชาการชำแหละร่างหลักสูตรใหม่ ศธ. ระบุยังไม่ชัดเจน-ลักลั่น ชี้เนื้อหากับสาระแยกกันไม่ออก ห่วงครูไทยตีโจทย์ไม่แตกนำไปใช้จริงไม่ได้

วันนี้(29มิ.ย.) ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดี และรักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน วิทยาลัยครุศาสตร์ มธบ.ได้จัดเสวนา"หลักสูตรใหม่จะแก้ปัญหาสังคมไทยได้อย่างไร" ซึ่งตนได้ให้ความเห็นกรณีที่ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้สรุปเกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรใหม่ และจัดทำร่างโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ แบ่งเป็น 6 กลุ่มความรู้ ประกอบด้วย กลุ่มภาษาและวัฒนธรรม, กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์, กลุ่มการดำรงชีวิตและโลกของงาน, กลุ่มทักษะสื่อและการสื่อสาร, กลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์ และ กลุ่มอาเซียน ภูมิภาค และโลก ซึ่งตนมองว่าในภาพรวมของหลักสูตรใหม่นั้น คณะผู้จัดทำมีความพยายามใส่เนื้อหาสาระที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน แต่ยังดูกระท่อนกระแท่น เพราะบางรายวิชาที่นำมาใส่ไว้ในกลุ่มความรู้เป็นเรื่องของกระบวนการ ไม่ใช่เนื้อหาสาระโดยตรง เช่น เนื้อหาเรื่องชีวิตในโลกเสมือนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่อยู่ในกลุ่มทักษะสื่อฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเห็นว่าหลักสูตรใหม่ยังมีจุดอ่อนตรงที่ไม่ได้มีการพูดถึงเป้าหมายและทิศทางที่อยากให้เด็กไทยเป็นอย่างไรในอนาคตเมื่อเรียนจบหลักสูตรไปแล้ว
"หลักสูตรใหม่มีทิศทางที่ดูจะน่าสนใจดี แต่ยังขาดแนวคิดพื้นฐานว่าต้องการไปทางไหนกันแน่ ในแต่ละกลุ่มหลักสูตรยังมีลักษณะที่ค่อนข้างจะหละหลวม เพราะเนื้อหาสารที่ทำมายังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในแนวไหน ยกตัวอย่าง เช่น ในกลุ่มการดำรงชีวิตและโลกของงาน จะมีเนื้อหารายวิชาประกอบด้วย โลกเกษตรกรรม, คหกรรม, นวัตกรรม-เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ, ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ, ชีวิตกับเศรษฐศาตร์, ระบบสุขภาพ, เพศศึกษา และชีวิตกับกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มันสับสนที่สุดเลย คือจะเน้นทางด้านมนุษยศาสตร์ หรือจะเน้นด้านสังคม ส่วนวิชาชีวิตกับเศรษฐศาสตร์ จะเน้นอะไร สังคมหรือจะเน้นธุรกิจ เพราะฉะนั้นในกลุ่มสาระเดียวกันมันมีความไม่ชัดเจนว่าจะเน้นไปในแนวไหนและอย่างไร ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสน นอกจากนี้ผมคิดว่าหลักสำคัญที่สุดคือการตั้งโจทย์ก่อนว่าเราต้องการเห็นคนไทยในอนาคตที่จะอยู่ในสังคมเป็นรูปแบบใดเพื่อให้ทิศทางการร่างหลักสูตรมีความชัดเจนมากกว่านี้" ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าว
รองอธิการบดีมธ.ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนยังอยากเห็นการจัดทำหลักสูตรด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่การตั้งคณะทำงานแล้วก็ร่างหลักสูตรจากบนลงล่าง แต่ควรจะมีการศึกษาความต้องการหลักสูตรจากล่างขึ้นบน คือการถามความต้องการจากคนในสังคมที่มีหลากหลาย และอยากให้มีแนวทางการศึกษาที่หลากหลายมากขึ้นจากเดิมที่เด็กส่วนใหญ่จบมัธยมต้นแล้วยังไม่รู้จะทำอะไรก็ต้องต่อมัธยมปลาย บางคนเรียนจบปริญญาตรีแล้วไม่รู้จะทำอะไรอีกก็ต่อปริญญาโท เป็นต้น ดังนั้น ศธ.ควรจะมีแนวทางที่เปิดกว้างมากขึ้น
รศ.ดร.พิมพันธ์ เตชะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การปรับเนื้อหาการเรียนรู้จาก 8 กลุ่มสาระมาเป็นหลักสูตร 6 กลุ่มดังกล่าวยังมีความลักลั่น โดยเฉพาะกลุ่มภาษาและวัฒนธรรมกับกลุ่มทักษะสื่อและการสื่อสารซึ่งน่าจะมีเนื้อหาในทางเดียวกัน เพราะทักษะสื่อฯ ถือเป็นเรื่องกระบวนการ ขณะที่ภาษาและวัฒนธรรมจัดเป็นเนื้อหา ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกัน เช่นเดียวกับกลุ่มการดำรงชีวิตฯ และกลุ่มสังคมฯ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นการเน้นเรื่องสังคม ศาสนา วัฒนธรรม แต่จะแบ่งเป็นส่วนของสังคมภูมิภาคและสังคมโลก เป็นต้น แต่ในส่วนที่ตนเห็นด้วยอย่างมากคือกลุ่มวิทยาศาสตร์ฯ ที่เน้นเรื่องเสต็ม ประกอบด้วย Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM) ซึ่งถือเป็นเทรนด์ตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างเด็กให้เป็นนวัตกรโดยใช้ฐานสำคัญของวิทยาศาตร์ เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์
"ส่วนกรณีที่คณะทำงานชุดดังกล่าวได้กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กไทย จากเดิม 8 ข้อ เหลือ 6 ข้อนั้น เห็นว่าจุดที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องของสำนึกประชาธิปไตย เพราะบ้านเราทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง คอร์รัปชั่น และเพศศึกษา ส่วนข้ออื่นๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือสมรรถนะผู้เรียนทั้งหลายนั้น จะต้องทำให้เกิดความเข้าใจแก่กลุ่มครูซึ่งเป็นผู้สอนให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่นักเรียนด้วย เพราะถ้าหลักสูตรเขียนมาอย่างดี แต่ครูผู้สอนไม่สามารถวิเคราะห์หลักสูตรออกมาเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนได้ก็จะไม่เกิดผลลัพธ์อยู่ดี" รศ.ดร.พิมพันธ์ กล่าว.

ทีมงานบอร์ดครูคอมก็ได้แต่หวังว่า หลักสูตรใหม่จะได้ใช้ในเร็ววันเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทันต่อเทคโนโลยี และที่สำคัญผู้นำไปใช้คือครูผู้สอนจะต้องเข้าใจในหลักสูตร เพื่อที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน

ที่มา dailynews.co.th

บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ


 


Facebook Comments

บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ