บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ




คลิกเข้าไปร่วมกลุ่ม โดยการกดที่ข้อความ"เข้าร่วมกลุ่ม"ด้านบนขวาของหน้า Facebook ได้เลยครับ..

collapse
[url=http://kroocom.mywindowsthai.com/index.php/topic,254.msg383.html#new][img]http://image.ohozaa.com/i/f3d/65jTGv.jpg[/img][/url]

ผู้เขียน หัวข้อ: โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย สร้างรากฐานความรู้เด็กไทย  (อ่าน 405 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ครูปู



โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย สร้างรากฐานความรู้เด็กไทย

เป้าหมายหลักหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรก็เพื่อให้มีทักษะคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ทำให้สามารถอยู่ในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีความสุขและช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้า แต่การจัดการศึกษาที่ผ่านมา สมรรถนะหลักที่ว่านี้  ผลที่เกิดขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำจะเห็นได้จากผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็กอยู่แค่ระดับพอใช้เป็นส่วนใหญ่ หรือการสอบ  O-NET ที่ข้อสอบใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องคะแนนเฉลี่ยจะต่ำกว่าครึ่งเกือบทุกวิชา หากเปรียบเทียบกับต่างชาติด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจากการประเมินของ PISA ด้านความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ปรากฏว่าเด็กไทยได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกอะไรเลยที่ว่าทำไมคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตเด็กไทยจึงตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็คงต้องโทษทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ที่ไม่สามารถใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรของชาติให้มีคุณภาพเหมือนประเทศเจริญแล้วได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรามัวเน้นอยู่แต่ด้านปริมาณและมุ่งส่งเสริมให้เรียนสายสามัญถึงระดับสูงกันมากขึ้นแต่ขาดการใส่ใจกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เด็ก ยิ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่มีเจตคติต่อการเรียนรู้ของบุตรหลานอยู่แค่ให้ได้เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือมหาวิทยาลัยดังเท่านั้น ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว ทำให้การเรียนรู้มุ่งไปอยู่ที่วิชาการเป็นหลักเพื่อที่จะสอบเข้าเรียนต่อให้ได้เท่านั้น แต่ไม่รู้เป้าหมายของชีวิตในอนาคตส่วนนี้ยิ่งพากันลงคลองหากไปเจอครูที่พลอยเห็นดีเห็นงามกับเจตคติดังกล่าว การเรียนการสอน การติวพิเศษต่าง ๆ จึงเน้นอยู่แค่เนื้อหา การเรียนรู้ของเด็กไทยจึงเกิดขึ้นแค่เรียนเพื่อจำ จำเพื่อสอบ สอบเพื่อจบและจบเพื่อลืม ทำให้คุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาตกต่ำล้าหลังอย่างที่เห็นกันอยู่ หากวิธีคิดวิธีจัดการศึกษาของชาติยังเป็นไปเช่นนี้อนาคตของเด็กและประเทศชาติคงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศชาติจะต้องพบอุปสรรค ปัญหาอยู่เนื่อง ๆ แต่คนไทยก็ยังโชคดีที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง คุ้มครอง รักษาช่วยทำให้วิกฤติของชาติผ่านพ้นไปด้วยดีตลอดมาเช่นเดียวกับปัญหาคุณภาพบุคลากรของชาติที่ว่านี้ คนไทยทั้งชาติยังได้พึ่งพระบารมีจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้แผ่ไพศาลทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเสมอมา ทั้งนี้ก็ด้วยความใส่พระราชหฤทัย กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนของชาติอย่างหาที่สุดมิได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของประเทศที่ทรงได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างหลากหลายต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ด้วยพระหฤทัยที่ต้องการเห็นเด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศใด จะทรงใส่พระราชหฤทัย ศึกษา รูปแบบ แนวทางวิธีการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาเด็กไทยขาดทักษะด้านกระบวนการคิดซึ่งจะส่งผลต่อประเทศชาติในอนาคตกับการขาดแคลนนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นบุคลากรหลักในการช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าแข่งขันกับนานาชาติได้ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินร่วมประชุมงานวิชาการ “นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล” ที่ประเทศเยอรมนี ทรงศึกษาดูงานวิชาการต่าง ๆ แล้วทรงพิจารณาเห็นว่า “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” ที่มูลนิธิ Haus der Kleinen Forscher ใช้พัฒนาเด็กระดับอนุบาล เป็นโครงการที่ดีกับการพัฒนากระบวนการคิด และเป็นการสร้างพื้นฐานความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ซึ่งทางมูลนิธิดังกล่าวก็อนุญาตให้นำโครงการที่ว่านี้มาปรับใช้กับประเทศไทยได้และพร้อมให้ความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาคู่ขนานไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

จากพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวส่งผลให้ โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยความร่วมมือของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สสวท. มหาวิทยาลัย และบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ที่ได้เริ่มทดลองนำร่องกับโรงเรียนปฐมวัยในทุกสังกัดกว่า 200 แห่ง และขยายผลเพิ่มขึ้นเป็น 1,830 แห่ง ในปี 2554 และ 5,490 แห่ง ในปี 2555 จนมาถึงปัจจุบันมีโรงเรียนระดับปฐมวัยที่ได้ใช้แนวทางของโครงการนี้พัฒนาเด็กไปแล้ว 10,069 แห่ง ซึ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีอยู่ทั้งประเทศ นั่นก็หมายความว่าเด็กอนุบาลกว่าค่อนประเทศได้รับการเรียนรู้ที่ด้วยวิธีการกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ซึ่งวิธีที่ว่านี้ ก็ถือว่าสอดคล้องกับธรรมชาติและวัยของเด็กที่ชอบสังเกต อยากรู้ อยากเห็น อยากเล่น อยากทดลอง ประกอบกับสมองกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจึงสามารถจดจำอย่างฝังลึก เมื่อครูผู้สอนได้จัดกิจกรรมพัฒนาผ่านแนวทางดังกล่าวได้ทำให้เด็กเกิดการสังเกต สำรวจอย่างละเอียดรอบคอบ ได้ลงมือปฏิบัติจริงจากการทดลอง สรุปหาคำตอบอย่างมีเหตุผล และได้ผลงานจากการเรียนรู้ ทำให้เด็กตื่นเต้นภูมิใจสนุกสนานกับการเรียนรู้และที่สำคัญสุดเด็กจะเกิดทักษะกระบวนการคิดตามมาอย่างเป็นระบบ ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยครูผู้สอน ผู้บริหารและศึกษานิเทศก์ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจะได้รับการอบรมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถึงวิธีการบริหารจัดการและการจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมเป็นภาคี เครือข่ายมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงรูปแบบ วิธีการ และนวัตกรรมที่จะนำมาพัฒนาเด็กให้เกิดคุณภาพมากยิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยที่นำมาปรับใช้กับประเทศไทยระยะหนึ่ง ก็เริ่มเห็นความสำเร็จตามมาโดยเฉพาะทักษะการคิด วิเคราะห์ คิดเป็น ทำเป็นแก้ปัญหาของเด็กในวัยดังกล่าว ส่วนด้านครูผู้สอนก็สามารถสร้างและพัฒนานวัตกรรม ที่จะใช้พัฒนาเด็กปฐมวัยได้เหมาะสมตามบริบทของเด็กและของพื้นที่ได้มากขึ้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงผลสำเร็จที่เกิดขึ้นและเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในนวัตกรรม รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย สพฐ. และภาคีเครือข่าย จึงจะได้ร่วมกันจัดงาน “วันนักวิทยาศาสตร์น้อย” ขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2556 ซึ่งจะตรงกับประเทศเยอรมนี ที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวในวันนี้เช่นกันโดยกิจกรรมในส่วนของประเทศไทยจะจัดขึ้น 4 ภูมิภาค คือภาคเหนือ ที่จังหวัดน่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดศรีสะเกษ ภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา หลังจากนั้นก็จะมีการขยายผลไปสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทุกแห่ง ที่จะได้จัดงานวันนักวิทยาศาสตร์น้อยตลอดเดือนสิงหาคม 2556 งานที่จะจัดขึ้นทั้งหมดนี้ ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่การดำเนินโครงการนี้ในส่วนของ สพฐ. ก็ได้ฝากขอเชิญชวนเพื่อนครู และผู้สนใจทั้งหลายสามารถเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้เพื่อจะได้นำรูปแบบ วิธีการที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวไปปรับใช้กับโรงเรียนของตนเองต่อไป

การที่นำโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยมาเสนอครั้งนี้ ก็ด้วยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระวิริยะ อุตสาหะ พระวรกายและพระราชหฤทัย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาราษฎร์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยเฉพาะการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนด้วยสายพระเนตรและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลทำให้เกิดแนวการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพื้นฐานด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคงเกิดความพร้อมที่จะต่อยอดไปสู่นักคิดนักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กระดับปฐมวัยทั้งหลายได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านด้วยการใส่ใจให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพราะนี่คือแสงทองที่ส่องทางให้เด็กไทยได้เดินไปสู่เป้าหมายธงชัยที่ความสำเร็จของชีวิตและของประเทศชาติอย่างแท้จริง.

ที่มา dailynews.co.th

บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ


 

* สำหรับค้นหา

* Facebook แฟนเพจ

* เรื่องที่เกี่ยวข้อง

* อัพเดทข่าวการศึกษา

บอร์ดครูคอม เว็บบอร์ดข่าวสารวาไรตี้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ
SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal